มหาสงครามชิงบัลลังก์เวทมนตร์ บทที่ 2: ความลับแห่งสุวรรณภูมิ

ความเงียบสงบในยามวิกาลของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว แตกต่างจากความโกลาหลที่สยามสแควร์อย่างสิ้นเชิง ยอดพระปรางค์และกำแพงแก้วสีขาวสะท้อนแสงจันทร์รวงข้าวอย่างงดงาม แต่บรรยากาศรอบกายกลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความกดดัน

“ยินดีต้อนรับสู่ สภาจอมเวทแห่งประเทศไทย” สิรินเอ่ยขึ้นเบาๆ

“นี่มัน… มิติทับซ้อนเหรอ?” ธันวามองขึ้นไปบนเพดานโถง ซึ่งส่องสว่างด้วยภาพจำลองท้องฟ้าค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวเรียงตัวตามตำราพิชัยสงคราม

“เป็นเขตอาคมโบราณที่ตกทอดมาจากสมัยสุวรรณภูมิ ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพของกรุงเทพมหานครมานานนับร้อยปี” สิรินอธิบายพลางเดินนำหน้า

พวกเขาก้าวเข้าสู่โถงสถาปัตยกรรมไทยโบราณขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต เสาโถงขนาดหลายคนโอบแกะสลักด้วยทองคำและอัญมณีส่องแสงระยิบระยับ เหล่าจอมเวทในชุดเครื่องทรงโบราณและชุดร่วมสมัยต่างหันมามองธันวาเป็นตาเดียว

“สิริน! เธอพาเด็กคนนี้เข้ามาในเขตสภาอันศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง?!” เสียงนุ่มลึกทรงอำนาจดังขึ้นจากจอมเวทอาวุโสท่านหนึ่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ชายวัยกลางคนผมสีดอกเลาผู้สวมชุดพระราชทานสีน้ำเงินเข้ม มีรอยยิ้มเคร่งครึมและดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรี

“ตราประทับกุญแจ?! หมายความว่าเด็กคนนี้คือ…” จอมเวทหญิงอีกท่านถึงกับลุกขึ้นยืน ชี้มือมาทางธันวา

“สืบสายเลือดจากตระกูลศูนย์ตา… ตระกูลกษัตริย์เวทโบราณที่ล่มสลายไปเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน” อธิปรักษ์ จอมเวทอาวุโสสูงสุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาช้าๆ สายตาของเขามองจ้องธันวาอย่างพิจารณา “เด็กน้อย ยื่นแขนขวาของเจ้าออกมา”

ธันวาส่งสายตาไปทางสิรินเพื่อขอความมั่นใจ เมื่อเห็นเธอผงกหัวเบาๆ เขาจึงค่อยๆ ยื่นแขนขวาออกไป อธิปรักษ์ยกฝ่ามือขึ้นร่ายเวทตรวจค้นเบาๆ รอยแกะสลักสีทองใต้ผิวหนังของธันวาก็ส่องสว่างตอบรับพลังงานนั้นทันที

อธิปรักษ์ถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความหนักใจ “ชะตากรรมหนีไม่พ้นจริงๆ… ในที่สุด กุญแจดอกสุดท้ายก็ตื่นขึ้นแล้ว”

“เดี๋ยวก่อนครับ!” ธันวาเลิกสงสัยไม่ไหวจึงโพล่งออกมา “พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกัน? ผมก็แค่เด็กทำงานพาร์ตไทม์ หาเช้ากินค่ำ ดิ้นรนจ่ายค่าเทอม บัดนี้กลับกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของสงครามเวทลับๆ ที่ครอบคลุมชะตากรรมของคนทั้งประเทศ”

“แล้ว… แล้วผมต้องทำยังไง?” ธันวาถาม น้ำเสียงสั่นเครือ “ผมสู้ไม่เป็น ผมแค่บังเอิญปล่อยพลังนั้นออกมา…”

“ฟังฉันให้ดี ธันวา…” สิรินขยับเข้ามาใกล้ “พลังศูนย์ตาไม่ใช่แค่พลังสลายอาคม แต่มันคือกุญแจเปิด บัลลังก์เวทมนตร์ โบราณที่ซ่อนอยู่ใต้แม่น้ำเจ้าพระยา”

“บัลลังก์เวทมนตร์?”

“ขุมพลังงานสูงสุดในภูมิภาคนี้” อธิปรักษ์อธิบายต่อ “ผู้ใดได้ครอบครองบัลลังก์ จะสามารถควบคุมเส้นสายพลังงานไสยเวททั้งหมด ปรับเปลี่ยนความเป็นไปของแผ่นดิน หรือแม้แต่ทำลายล้างประเทศนี้ให้หายไปในพริบตา และเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีจิตชั่วร้ายนำมันไปใช้ บรรพบุรุษจึงสร้างกุญแจขึ้นมาสองสิ่ง… หนึ่งคือสายเลือดแห่งศูนย์ตาสืบทอดในตระกูลของเจ้า และสองคือพลังแห่งสัจจะ”

“สายเลือดของผม…” ธันวาพึมพำ นึกถึงจี้หินสีดำที่คอซึ่งรับตกทอดมาจากพ่อแม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก

ทันใดนั้นเอง!

เพล้ง!

เสียงแก้วแตกดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเพดานโถงสภา! ท้องฟ้าจำลองดวงดาวบนเพดานร้าวระเบิดออกเป็นเสี้ยวๆ เศษกระจกเวทมนตร์และหินตกกระจายลงมาดั่งห่าฝน! เสียงกรีดร้องของเหล่าจอมเวทดังประสานไปทั่วโถงสภา

“เกิดอะไรขึ้น?!” อธิปรักษ์ตะโกน พลางยกมือสร้างเกราะพลังงานสีทองปกป้องผู้คนเบื้องล่าง

หมอกควันสีดำสนิทและกลิ่นคาวเลือดทะลักลงมาจากรอยแตกบนเพดาน ร่างในชุดคลุมสีดำยาวนับสิบร่างพุ่งตัวลงมาดั่งนกแร้ง พวกมันถือดาบโค้งสีแดงฉานส่องแสงอาคมอันมืดมน

“พวกเงาโลหิต! มันบุกเข้ามาในเขตอาคมโบราณได้ยังไง?!” สิรินชักคทาสั้นสีเงินออกมาเตรียมพร้อม

“กุญแจ… ส่งตัวกุญแจมาซะ” เสียงเย็นชาชวนขนลุกของชายหน้ากากเหล็กดังข่มเสียงโกลาหล

“ระวัง! นั่นคือ กฤษณะ หนึ่งในสี่นักฆ่าของเงาโลหิต!” จอมเวทอาวุโสท่านหนึ่งตะโกนเตือน แต่ไม่ทันการณ์…

ฉับ!

เงาร่างของกฤษณะหายวับไปจากจุดเดิม และปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจอมเวทท่านนั้นในเสี้ยววินาที! ขวานยาวในมือเหวี่ยงผ่านคอของจอมเวทอาวุโสอย่างเหี้ยมโหด ร่างของเขาร่วงลงพื้นพร้อมกับเลือดที่ฉีดกระเซ็นไปทั่วพื้นหินอ่อน

“คุ้มกันกุญแจ! อย่าให้พวกมันจับตัวเด็กนั่นไปได้!” อธิปรักษ์คำรามลั่น คำสั่งของเขาส่งผลให้เหล่าจอมเวทแห่งสภาเข้าประจัญหน้ากับเหล่านักฆ่าเงาโลหิตทันที!

แสงเวทมนตร์สีต่างๆ รวดเร็วและรุนแรง ระเบิดตู้มตามไปทั่วโถงสถาปัตยกรรมโบราณ เสาทองคำถล่มลงมา เสียงปะทะของคาถาและอาวุธดังสนั่นจนแผ่นดินใต้กรุงเทพฯ สั่นสะเทือน

“ธันวา! ตามฉันมาเร็ว!” สิรินคว้าข้อมือธันวาแล้ววิ่งทะลวงระเบียงโถงยาว

“พวกมันรู้ตำแหน่งของเราได้ยังไง?!” ธันวาตะโกนถามขณะวิ่งไปตามระเบียงโถง

“มีไส้ศึก… สภาจอมเวทมีหนอนบั่นบั้น!” สิรินกัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววโกรธแค้น “พวกมันตั้งใจบุกมาจับนายโดยเฉพาะ!”

เปรี้ยง!

ทันใดนั้น กำแพงหินเบื้องหน้าของทั้งสองก็ทลายลง! ร่างของกฤษณะพร้อมนักฆ่าเงาโลหิตอีกสามคนพุ่งออกมาดักหน้าไว้ ขวานยาวสีเลือดในมือของกฤษณะหยดเลือดลงพื้นปูนเป็นทาง

“หมดทางหนีแล้ว แม่สาวจอมเวท…” กฤษณะหัวเราะในลำคอ เสียงคล้ายหินกระทบกัน “ส่งเด็กนั่นมาซะ หรืออยากจะกลายเป็นศพตามจอมเวทอาวุโสพวกนั้น?”

สิรินก้าวออกมายืนเคียงข้างธันวา ชูคทาสั้นสีเงินขึ้นด้วยความเด็ดเดี่ยว “ถ้าอยากได้กุญแจ… ก็ข้ามศพฉันไปก่อน!”

ธันวามองแผ่นหลังของสิรินที่กำลังสั่นระริกจากความล้า แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดปกป้องเขา หัวใจของเขากระตุกวูบ… ตราประทับกุญแจบนแขนขวาเริ่มส่องเสียงเต้นพัลวันและร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง!