มหาสงครามชิงบัลลังก์เวทมนตร์ บทที่ 3: คืนแห่งการล่า

เสียงระเบิดและม่านควันชุลมุนภายในโถงสภาจอมเวทยังคงตลบอบอวล สิรินกัดฟันสู้ ร่ายคาถา “เวทดาราสีเงิน: ดาราฉายแสง” สร้างลำแสงสว่างจ้าจนเหล่านักฆ่าเงาโลหิตต้องยกมือขึ้นบดบังสายตา เธอฉวยโอกาสวิกฤตนั้นกระชากแขนธันวาแล้วร่ายอาคมเคลื่อนย้ายพิกัดฉุกเฉิน มิติบิดเบี้ยววูบหนึ่ง ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะโพกทะลุออกมาสู่โลกภายนอก

พรวด!

ร่างของสิรินและธันวาร่วงลงมากองกับพื้นปูนในซอยมืดแถบเยาวราช ยามค่ำคืนของถนนสายนี้ยังคงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและผู้คนที่ออกมาหาของกินยามดึก โดยไม่มีใครรู้เลยว่าห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร สงครามเวทมนตร์ที่พร้อมจะสั่นคลอนประเทศกำลังประทุขึ้น

“อั่ก…” สิรินร่วงลงไปกองกับพื้น มือเรียวเอื้อมมากุมบาดแผลบริเวณข้างลำตัวที่ถูกคมขวานเวทมนตร์ของกฤษณะถากไป เลือดสีแดงสดไหลซึมทะลุเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินเข้มจนเป็นวงกว้าง

“คุณสิริน!” ธันวาตกใจทำอะไรไม่ถูก เขาทรุดตัวลงไปพยุงเธอขึ้นมา “แผลคุณลึกมากเลย! ทำยังไงดี ผม… ผมจะโทรเรียกกู้ชีพ…”

“อย่า… โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ผลหรอก” สิรินเค้นเสียงตวาดเบาๆ “พิษอาคมมืดกำลังกัดกินบาดแผล ร่างกายฉันจะไม่ฟังคำสั่ง…”

สายลมหนาวสะท้านที่คุ้นเคยพัดผ่านซอกซอย เงาดำนับสิบร่างไต่เต้นไปตามผนังตึกสองข้างทาง เสียงหัวเราะแหลมสูงชวนขนลุกดังระเบ็งเซ็งแซ่แทรกผ่านเสียงจอกแจกของเยาวราช

“พวกมันมาแล้ว…” สิรินพยายามจะยันกายลุกขึ้นและยกคทาสั้นขึ้นอีกครั้ง แต่มือของเธอสั่นเทาจนคทาเกือบหลุดร่วง “ธันวา… นายต้องหนีไป หนีเข้าไปในฝูงชน… พลังศูนย์ตาของนายยังสะกดรอยได้ยากกว่าพลังของฉัน”

“จะให้ผมทิ้งคุณได้ยังไง!” ธันวาตะคอกกลับด้วยความโกรธและความกลัวที่ตีรวนในอก “คุณเจ็บเพราะปกป้องผมมาสองครั้งแล้วนะ! ถ้าผมหนีไปคนเดียว ผมคงไม่ใช่คนแล้ว!”

“แต่นายสู้พวกมันไม่ได้!” สิรินเค้นเสียงตวาด “นายควบคุมเวทศูนย์ตาไม่ได้ด้วยซ้ำ! ครั้งก่อนมันแค่สัญชาตญาณรอดชีวิต!”

ธันวามองสิรินที่กำลังหายใจรวยระริน แล้วหันไปมองปากซอย เงาดำสี่ร่างก้าวพ้นเงามืดออกมา พวกมันคือนักฆ่าเงาโลหิตที่สวมหน้ากากอสูรสีแดงสด ในมือถือศาสตราวุธอาคมดำอาบพิษร้าย

“เจอตัวแล้ว… กุญแจแห่งบัลลังก์กับแม่หงส์ร่วงแห่งสภา” หนึ่งในนักฆ่าเค่นหัวเราะ “กฤษณะสั่งให้จับยามสามตาไปแบบมีชีวิต ส่วนยายจอมเวทนั่น… ตัดหัวมันซะ!”

เหล่านักฆ่าพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูง!

ธันวาจำเกี่ยวกับคำพูดของอธิปรักษ์และสิรินได้แล่นเข้ามาในหัว ‘เวทศูนย์ตา… คือพลังในการลบล้างและสลายกฎเกณฑ์ของเวทมนตร์ทุกชนิด’ ‘ทำไมต้องสู้ด้วยการสร้างพลัง? ในเมื่อพลังของฉันคือการทำลายกฎของพวกมัน!’

ธันวาคิดในใจ นึกถึงความรู้สึกในยามที่จี้หินสีดำส่งพลังงานเข้ามา รวบรวมสถิตสมาธิ ยื่นฝ่ามือขวาออกไปปะทะ!

หมับ!

กรงเล็บและคมดาบอาคมดำของเหล่านักฆ่าถูกหยุดชะงักลงกลางอากาศทันที! ไม่ใช่เพราะเกราะพลังงาน แต่เพราะสายเส้นอาคมสีม่วงที่เชื่อมต่อและควบคุมดาบเหล่านั้น ถูกวงคลื่นความว่างเปล่าสีดำทองของธันวาตัดขาดทันที!

“อะไรกัน?!” เหล่านักฆ่าตาเบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง “พลังอาคมของเรา… ถูกสลายหายไปเฉยๆ เนี่ยนะ?!”

“คุณสิริน! จับไหล่ผมไว้!” ธันวาตะโกนบอก

สิรินที่มองภาพนั้นด้วยความทึ่ง รีบเอื้อมมือไปจับไหล่เขาไว้ ธันวาเพ่งจิตควบคุมพลังศูนย์ตาให้ครอบคลุมร่างของเขากับสิรินไว้เป็นเกราะป้องกันบางๆ จากนั้นเขาก็บกสิรินไว้บนหลัง แล้วออกแรงวิ่งทะลุซอยแคบๆ ออกสู่ถนนใหญ่เยาวราชทันที!

“ตามมันไป! อย่าให้มันหลุดรอดไปได้!” เสียงพวกนักฆ่าตะโกนไล่หลัง

ธันวาแบกร่างของสิรินวิ่งทางไปตามฟุตบาท วิ่งทะลุฝูงชนที่กำลังเดินเล่นยามดึก มุ่งหน้าสู่ท่าน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาที่ใกล้ที่สุด เขาเห็นเรือพายลำเล็กที่จอดซ่อนอยู่ในเงามืดริมฝั่ง จึงรีบวางร่างสิรินลงในเรือ ปลดเชือก แล้วจ้วงพายหนีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสุดกำลัง!

เบื้องหลังของพวกเขา บนยอดตึกสูงริมแม่น้ำ ภพ ยืนมองลงมาด้วยสายตาเรียบเฉย เขายังไม่ได้ออกติดตามในทันที แต่กลับยิ้มเหยียดอย่างถือดี “หนีไปเถอะ… ยิ่งพวกเจ้าดิ้นรน ความจริงอันน่าสิ้นหวังก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเท่านั้น”

สายหมอกยามค่ำคืนพัดผ่านลำน้ำเจ้าพระยา เรือพายลำเล็กเคลื่อนตัวเข้าสู่ร่องน้ำแคบๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยป่าชายเลนและต้นไม้ใหญ่ดันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่คือ “บางกระเจ้า” พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ปอดของกรุงเทพฯ”

แต่ภายใต้ความเงียบสงบยามค่ำคืน บางกระเจ้ากลับซ่อนเขตอาคมโบราณที่สภาจอมเวทละเลยไปนานนับร้อยปี

ธันวาแบกร่างไร้สติของสิรินขึ้นมาจากเรือ เขาก้าวเดินไปตามสะพานไม้เก่าๆ ที่ตัดผ่านป่าชายเลน เหงื่อเม็ดโตไหลซึมเต็มแผ่นหลัง แสงจันทร์รวงข้าวส่องผ่านทิวไม้กระทบใบหน้าซูบผีโอ้ดของสิริน รอยแผลไอเวทมนตร์ดำของภพกำลังกัดกินผิวหนังของเธออย่างช้าๆ

“ต้องถึง… ต้องรีบหาทางรักษา…” ธันวาพึมพำกับตัวเอง

ทว่า เบื้องหน้าของพวกเขา ณ ลานปูนใต้ร่มเงาของป่าชายเลนบางกระเจ้า เรือนไทยไม้สักโบราณหลังใหญ่ที่ลอยตัวอยู่เหนือสระบัวกว้างขวางปรากฏขึ้น

“หยุดอยู่ตรงนั้น… ถ้าไม่อยากกลายเป็นศพ”

น้ำเสียงเข้มทุ้มฟังดูทรงพลังดังขึ้นจากยอดเสาเรือนไทย ร่างของชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นสไตล์หมอธรรมโบราณ กระโดดข้ามตัวลงมาจากยอดเสาอย่างแผ่วเบา ร่างกายของเขากำยำ มีรอยสักอักขระเวทสีดำขอมโบราณพาดผ่านแผ่นหลังและแขน ในมือถือพัดพฤกษาขนาดใหญ่

“พวกนายเป็นใคร? และพาร่างที่เปี่ยมด้วยไอเวทมืดนั่นเข้ามาในเขตอาคมของฉันได้ยังไง?”