มหาสงครามชิงบัลลังก์เวทมนตร์ บทที่ 4: ปริศนาที่บางกระเจ้า

ชายหนุ่มผู้มีรอยสักขอมชะงักกึก เมื่อสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าของสิรินและบาดแผลไออาคมดำ

“สิริน?! เกิดอะไรขึ้นกับเธอ!”

“ช่วยเธอด้วยครับ!” ธันวาตะโกนขอร้องด้วยความสิ้นหวัง “เธอถูกทำร้ายมาจากในเมือง… ได้โปรดช่วยเธอด้วย!”

ชายหนุ่มที่ชื่อ เมฆ รีบก้าวเข้ามาอุ้มร่างของสิรินลงบนเตียงไม้ จากนั้นใช้พัดพฤกษาโบกสบัดเบาๆ ปลดปล่อยละอองแสงสีเขียวมรกตครอบคลุมบาดแผลของเธอ ละอองแสงนั้นค่อยๆ ดูดซับควันสีดำของอาคมพิษออกจากร่างของสิรินอย่างช้าๆ

“ไออาคมดำของท่านภพ…” เมฆเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พิษรุนแรงขนาดนี้ ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด ดวงจิตของเธอได้สลายแน่”

“คุณรู้จักคนที่ชื่อภพด้วยเหรอครับ?” ธันวาถาม พลางรับแก้วชาสมุนไพรมาถือไว้ ความอบอุ่นของน้ำชาช่วยให้ร่างกายที่อ่อนล้าของเขารู้สึกดีขึ้น

“เพราะฉัน…” เมฆตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ฉันคือ เมฆ อดีตศิษย์พี่ใหญ่แห่งสภาจอมเวท… และเป็นคนที่ถอนตัวออกมาจากสภาเมื่อห้าปีก่อน”

“ทำไมคุณถึงถอนตัวออกมาล่ะครับ?”

“เพราะฉันรู้ว่าสถิตยุทธในสภานั้นมีแต่พวกฉ้อฉลและบ้าอำนาจ” เมฆตอบ “และที่สำคัญ… ฉันรู้ว่าท่านภพยังไม่ตาย แต่แกล้งตายเพื่อไปรวบรวมกำลังสร้าง ‘เงาโลหิต’ ขึ้นมาต่างหาก”

ธันวาตาเบิ่งกว้าง “คุณรู้เรื่องนี้มาตลอดเหรอครับ?”

“ใช่… ภพใช้ความโลภและสายเลือดขโมยเปิดบัลลังก์ ทำทำให้แผ่นดินนี้ต้องเจ็บปวด… แต่เขาเปิดมันไม่ได้ถ้าขาด ‘สายเลือดแห่งศูนย์ตา'” เมฆจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม “และตอนนี้ สายเลือดแห่งศูนย์ตารวมถึงตราประทับกุญแจ… ก็มายืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว”

ธันวายอมรับตามตรง “ผมยังใช้พลังไม่ค่อยเป็นเลยครับ ตอนที่เยาวราช ผมแค่ใช้มันสลายเวทมนตร์เพราะความกลัวและความต้องการจะปกป้องคุณสิริน”

สิรินที่เริ่มรู้สึกตัว ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น “นายทำได้ดีมากแล้ว ธันวา…”

“สิริน! อย่าเพิ่งลุก” เมฆเตือน

“เวลานี้ไม่มีเวลาพักแล้ว เมฆ” สิรินน้ำตาคลอด้วยความแค้นและความสับสน “ภพบุกเข้าสภา… อธิปรักษ์และทุกคน…”

ครืน… ครืน… ครืน…

ทันใดนั้น เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังองค์พระรูปเคารพเทพเจ้ากวนอูภายในเรือนไทย!

ธันวาสะดุ้งโหยง พลันยันตัวขึ้นยืนบังขวางสิรินไว้!

แต่กลับไม่ใช่ตัวจริง… มันคือ ภาพสัญญาณถ่ายทอดสดเวทมนตร์ คล้ายจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่ฉายขึ้นกลางอากาศ! ไม่ใช่แค่ในเรือนไทยแห่งนี้ แต่จอดิจิทัลและจอโฆษณา BTS, MRT, LED ทุกจอในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย เกิดภาพสัญญาณแทรกขึ้นพร้อมกัน!

ภาพของ ภพ ในชุดสูทสากลสีทับทิม ยืนอยู่บนยอดปราสาทเวทมนตร์กลางมิติขนาน ปรากฏขึ้นบนทุกหน้าจอพร้อมกัน!

“ถึงประชาชนและเหล่าจอมเวทแห่งประเทศไทย…” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของภพดังสาดก้องไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับระฆังแห่งวันสิ้นโลก

ผู้คนทั่วกรุงเทพฯ หยุดชะงักด้วยความตกตะลึง นักท่องเที่ยวที่เยาวราช ผู้คนที่สยามสแควร์ ต่างจ้องมองหน้าจอโฆษณาด้วยความตื่นตระหนก

“เวลาแห่งการซ่อนตัวในเงามืดได้สิ้นสุดลงแล้ว…” ภพประกาศกร้าว สายตาจ้องมองผ่านหน้าจอราวกับมองลึกลงไปในจิตใจของทุกคน “สภาจอมเวทอันอ่อนแอไม่สามารถปกป้องพวกเจ้าได้อีกต่อไป บัดนี้ ‘บัลลังก์เวทมนตร์’ โบราณใต้แม่น้ำเจ้าพระยากำลังจะตื่นขึ้น และฉัน… คือผู้ที่จะนำพาแผ่นดินนี้สู่อำนาจที่แท้จริง!”

ภพชูคทาหงส์ขึ้นสูง แสงสีแดงฉานระเบิดออกบนฟ้า เกิดเป็นรอยแตกกร้าวขนาดมหึมากลางอากาศเหนือกรุงเทพฯ

“แต่การจะเบิกบัลลังก์ได้นั้น ต้องใช้สายเลือดแห่งศูนย์ตา…” ภพยิ้มอย่างเหี้ยมโหด “ฉันขอส่งสารนี้ถึงเด็กหนุ่มที่ชื่อ ธันวา… จงเดินทางมาพบฉันที่ใจกลางแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าพระบรมมหาราชวัง ภายใน 24 ชั่วโมง!”

บรรยากาศทั่วเมืองหลวงเงียบกริบดั่งเมืองร้าง ก่อนที่คำประกาศสุดท้ายของภพจะทำลายความเงียบนั้นลง

“หากพ้นกำหนด 24 ชั่วโมง แล้วกุญแจไม่ปรากฏตัว… ฉันจะปล่อยพลังเวทมนตร์อสูร ทำลายล้างกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นเถ้าถ่าน และฆ่าบริสุทธิ์ทุกคนในเมืองนี้ซะ!”

ซ่าซ่าซ่า!

สัญญาณถ่ายทอดสดตัดขาดไป ทิ้งให้ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ กลายเป็นสีแดงเลือดชวนสยดสยอง

ณ เรือนไทยในบางกระเจ้า… ธันวา สิริน และเมฆ จ้องมองท้องฟ้าสีเลือดด้วยความเครียดแค้นและกดดันอย่างที่สุด

“มันใช้คนทั้งกรุงเทพฯ เป็นตัวประกัน…” สิรินกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจมลงในเนื้อ “ท่านภพมันบ้าไปแล้ว!”

“24 ชั่วโมง…” ธันวาดูมือขวาของตัวเอง ตราประทับสีทองส่องแสงวูบวาบตอบรับกับออร่าพลังงานสีแดงบนฟ้า

“นายจะไปไม่ได้นะ ธันวา!” สิรินหันมามองเขาด้วยสายตื่นตระหนก “นั่นเป็นกับดัก! มันต้องการให้นายไปเพื่อสละชีวิตเปิดบัลลังก์เวทมนตร์!”

ธันวามองสิริน แล้วมองออกไปทางทิศทางของกรุงเทพฯ เมืองที่เขาเติบโตขึ้นมา เมืองที่มีผู้คนบริสุทธิ์นับล้านกำลังหวาดกลัว

“ถ้าผมไม่ไป… คนนับล้านต้องตาย” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบอย่างประหลาด “และนั่นก็คือชะตากรรมที่ผมเลือกเอง”

เมฆมองเด็กหนุ่มตรงหน้า พลางยิ้มบางๆ ด้วยความเคารพในจิตใจ “ถ้าอย่างนั้น… การฝึกขั้นสุดท้ายของเจ้า จะเป็นการเตรียมตัวสำหรับศึกตัดสินครั้งนี้!”