ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครยังคงเป็นสีแดงเลือดดั่งลางร้าย คำขู่ของภพที่กึกก้องไปทั่วสารทิศเปรียบเสมือนนาฬิกานับถอยหลังสู่วันพินาศ เวลา 24 ชั่วโมงที่เหลืออยู่เริ่มบีบคั้นจิตใจของผู้คนจนเกิดความโกลาหลไปทั่วทุกตารางนิ้ว
ขณะยืนอยู่บนชานเรือนไทยคุ้มบางกระเจ้า “เจ้าต้องปลดล็อก ‘สัจจะแห่งศูนย์ตา’ ที่หลับใหลอยู่ในสายเลือดให้สมบูรณ์เสียก่อน” เมฆกล่าว
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไงครับ?” ธันวาถาม พลางกระชับสายสร้อยห้อยจี้หินสีดำที่คอ
“ดอยสุเทพ… จังหวัดเชียงใหม่” สิรินเป็นผู้ตอบ “ที่นั่นมีกุฏิเวทโบราณของตระกูลศูนย์ตา… จงไปเผชิญหน้ากับการทดสอบบนดอยสุเทพคนเดียว”
ธันวามองหน้าสิริน ทั้งสองสบตากันด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความกังวล ความหวัง และความเชื่อมั่นที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางวิกฤต
“อย่าตายนะ ธันวา” สิรินเอ่ยเสียงนุ่ม “ฉันจะรอฟังข่าวดีจากนาย”
“ผมจะกลับมาครับ” ธันวาพยักหน้ารับอย่างมั่นคง ก่อนจะก้าวเท้าข้ามวงเวทมิติไปทันที
วูบ!
ไอเย็นและกลิ่นป่าสนดอยพุ่งเข้าปะทะใบหน้า ธันวาก้าวพ้นประตูมิติออกมาสู่ยอดเขาที่ล้อมรอบไปด้วยสายหมอกหนาแน่น เบื้องหน้าของเขาคือองค์พระธาตุดอยสุเทพสีทองคำแท้ส่องแสงสว่างไสว และลึกเข้าไปในป่าสนด้านหลัง คือ กุฏิเวทโบราณ
ที่นี่คือโถงหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมล้านนาโบราณผสมผสานกับอักขระเวทส่องแสงสีฟ้าอ่อนๆ ลอยละล่องในอากาศ ใจกลางห้องมีแท่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมี คทาไม้สนโบราณประดับอัญมณีสีดำสนิท ปักแน่นอยู่กับศิลา
“ผู้สืบสายเลือดแห่งศูนย์ตาเอ๋ย…”
เสียงทุ้มกังวานและก้องกังวานดังขึ้นจากทั่วทิศทาง ละอองแสงสีทองรวมตัวกันเบื้องหน้าแท่นศิลา แปรเปลี่ยนเป็นร่างของชายโบราณทรงเครื่องกษัตริย์ล้านนา ดวงตาส่องแสงสีดำลึกล้ำไร้ตาขาว คล้ายคลึงกับดวงตาของธันวาในยามที่ปลดปล่อยพลัง
“ท่านคือ…” ธันวาชะงักกึก
“ข้าคือจิตวิญญาณบรรพบุรุษแห่งตระกูลศูนย์ตา… ผู้เฝ้าคอยกุญแจดอกสุดท้าย” ดวงจิตบรรพบุรุษเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “เจ้าเดินทางมาที่นี่เพื่อดึงพลังที่แท้จริงของสายเลือด แต่เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง? การทดสอบนี้หากจิตใจของเจ้ามีความลังเลหรือรอยแตกร้าวเพียงเล็กน้อย พลังของคทาจะสลายดวงวิญญาณของเจ้าให้สูญสิ้นตลอดกาล!”
ธันวาคลูดหายใจเข้าลึกๆ เขาก้าวเท้าเข้ามาหาแท่นศิลาทีละก้าว ยื่นมือขวาที่ปรากฏตราประทับสีทองสว่างวาบออกไปแตะที่ด้ามคทาไม้สนโบราณ
ตึ้ง!
ทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับด้ามคทา ร่างของธันวาก็กระตุกเกร็ง! จิตวิญญาณของเขาถูกกระชากเข้าสู่ห้วงมิติแห่งจิตใจ!
เบื้องหน้าของเขาในความมืดมิด มีร่างเงาร่างดำมืดที่มีใบหน้าเหมือนกับธันวาเอง ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด มันสวมชุดคลุมสีดำ ดวงตาส่องแสงสีแดงฉาน
“แกคิดว่าแกเป็นฮีโร่เหรอ? แกมันก็แค่คนธรรมดาที่ดิ้นรนหาเงินจ่ายค่าเทอม! แกกลัวความตาย กลัวการโดนทำร้าย และที่สำคัญที่สุด… แกกลัวว่าจะต้องเสียสิรินและทุกคนไป เหมือนที่เคยเสียพ่อแม่ไป!” ร่างเงาดำหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“หยุดพูดนะ…” ธันวาเหงื่อแตกพล่าน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
“แกจะปกป้องใครได้? ภพเป็นถึงอดีตผู้นำสภาจอมเวท! มีพลังอาคมมหาศาล ส่วนแก… มีดีอะไร?!” ร่างเงามืดก้าวเข้ามาส่องประการข่มขู่
ธันวาหลับตาลง นึกถึงภาพของผู้คนบริสุทธิ์ นึกถึงคำสอนของเมฆ และรอยยิ้มของสิริน…
‘แต่การยอมรับความกลัว ไม่ใช่การยอมแพ้!’
ธันวายันตัวลุกขึ้นยืนตรง เผชิญหน้ากับร่างเงามืดของตัวเอง
“ฉันกลัว… แต่ฉันจะไม่ยอมให้ความกลัวมาบงการชีวิตฉันอีกต่อไป!” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบและเต็มไปด้วยสัจจะ “ความกลัวทำให้ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ… และสิ่งที่ฉันต้องปกป้อง!”
วิ้ง!
ร่างเงามืดสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองและมวลความว่างเปล่าสีดำสนิทหมุนวนรอบปลายยอดคทา ตราประทับกุญแจบนแขนขวาของเขาส่องสว่างจ้าดั่งดวงอาทิตย์ ซึ่งผสานเข้ากับเนื้อหนังอย่างสมบูรณ์แบบ!
จิตวิญญาณบรรพบุรุษยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ “เจ้าผ่านการทดสอบแล้ว… ธันวา ผู้ครองสัจจะแห่งศูนย์ตา”
“ขอบคุณครับ…” ธันวาก้มหัวคำนับ พลางชูคทาขึ้นสูง รู้สึกได้ถึงสายพลังงานแห่งแผ่นดินที่ไหลเวียนผ่านร่างของเขาอย่างเปี่ยมล้น
แต่แล้วในวินาทีนั้นเอง…
วี้ด!
สัญญาณเตือนภัยสีแดงฉุกเฉินจากจี้นกหินสีดำที่คอของธันวาก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ขึ้น! มันคืออาคมส่งสัญญาณด่วนจากเมฆและสิรินที่คุ้มบางกระเจ้า!
เสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดดังกล้องผ่านคลื่นสัญญาณจิตเข้ามาในหัวของธันวา
“ธันวา! ได้ยินฉันไหม?!” เสียงสิรินตะโกนเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “พวกเงาโลหิตมันไม่รอให้ครบ 24 ชั่วโมงแล้ว! พวกมันบุกเข้าทำลายเกราะอาคมกรุงเทพฯ และกำลังเริ่มสังหารผู้คนกลางเมืองแล้ว!”
“ภพมันใช้เลือดของจอมเวทในสภาปลุก ‘กรงเล็บอสูรใต้แม่น้ำ’ ขึ้นมาแล้ว!” เสียงเมฆเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างวิกฤต “พวกเรากำลังไปรับมือที่แม่น้ำเจ้าพระยา นายต้องรีบกลับมาเดี๋ยวนี้!”
ธันวากำคทาแห่งศูนย์ตาในแน่น ดวงตาส่องแสงสว่างไสวด้วยจิตวิญญาณแห่งผู้ปกป้อง
“ผมกำลังไป!” ธันวาตะโกนตอบ
เขาสบัดคทาแห่งศูนย์ตาออกไปเบื้องหน้า เบิกประตูมิติขนานตัดตรงจากยอดดอยสุเทพ มุ่งหน้าสู่สมรภูมิสุดท้ายกลางแม่น้ำเจ้าพระยาในทันที!