เสียงดนตรีบีตหนักๆ จากลำโพงหน้าห้างสรรพสินค้าดังสลับกับเสียงพูดคุยพึมพำของผู้คนที่เดินขวักไขว่ แสงไฟนีออนโทนชมพูและฟ้าจากป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ยักษ์สะท้อนลงบนลานปูนกว้างของสยามสแควร์ ยามเย็นของวันศุกร์ในกรุงเทพมหานครยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาตามปกติ
แต่สำหรับ ธันวา วัยรุ่นหนุ่มวัยสิบเก้าปีที่อยู่ในชุดพนักงานร้านชาไข่มุก วันศุกร์หมายถึงฝันร้ายของงานพาร์ตไทม์
ธันวายกกล่องวัตถุดิบหนักอึ้งขึ้นพักบนเข่าพร้อมกับปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เช่ารูปรูหนูแถบฝั่งธนบุรี พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่จำความยังไม่ได้ เหลือไว้เพียงสายสร้อยห้อยจี้หินสีดำสนิทไร้ลวดลายที่เขาใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลา กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนหาเงินจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัยไปวันๆ
“ธันวา! ยกของเสร็จแล้วไปช่วยหน้าร้านหน่อย คนแน่นมาก!” เสียงผู้จัดการร้านตะโกนแทรกเสียงปั่นน้ำแข็ง
“ครับพี่ จะไปเดี๋ยวนี้ครับ” ธันวารับคำพลางถอนหายใจยาว
ทว่า ในวินาทีที่เขาก้าวขาออกจากหลังร้าน สายลมประหลาดสายหนึ่งกลับพัดวูบผ่าน ลมนั้นไม่ได้มีความเย็นของเครื่องปรับอากาศ และไม่ได้มีความร้อนอบอ้าวของอากาศกรุงเทพฯ แต่เป็นความเย็นเยือกเย็นสะท้านที่ดำดิ่งและแผ่ซ่านน่าสยดสยอง
เสียงคล้ายแก้วแตกดังขึ้นในหัวของธันวา ไม่ใช่เสียงที่ผ่านแก้วหู แต่เป็นเสียงที่สั่นสะเทือนในระดับจิตวิญญาณ
ทันใดนั้น ฟ้าผ่าไร้เสียงก็สว่างวาบขึ้นกลางลานสยามสแควร์! ไม่ใช่ฟ้าผ่าจากท้องฟ้า แต่เป็นรอยแตกสีม่วงคล้ำที่ฉีกเปิดออกกลางอากาศ รอยร้าวประหลาดขนาดมหึมาแผ่ขยายออกเหมือนกระจกที่ถูกค้อนปอนด์เหวี่ยงใส่ อากาศรอบข้างบิดเบี้ยวกลายเป็นเกลียวคลื่น
“นั่นมัน… อะไรน่ะ?” ธันวาพึมพำ กล่องชาไข่มุกในมือร่วงลงพื้นดังตึง
ผู้คนเริ่มหยุดชี้ชวนกันดู บางก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายคลิปเพราะคิดว่าเป็นโชว์เทคโนโลยีแสงสีเสียงรูปแบบใหม่ แต่ความจริงอันน่าสยดสยองก็เปิดเผยในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา
เสียงคำรามแผดร้องดังสนั่นจนกระจกของอาคารรอบๆ สั่นสะเทือน รอยแตกกลางอากาศถูกมือขนาดใหญ่ที่มีเล็บคมกริบสีดำสนิทฉีกเปิดออก ร่างของสัตว์ร้ายขนาดเท่ารถบัสพุ่งทะลักออกมาจากรอยร้าวนั้น!
ลำตัวของมันคล้ายสิงโต แต่มีเกล็ดแข็งสีดำครอบคลุมทั่วร่าง ดวงตาสี่ดวงบนใบหน้าส่องแสงสีแดงฉานคล้ายเลือด และที่กลางอกของมันมีก้อนผลึกสีม่วงหมองคล้ำที่กำลังเต้นพัลวันเหมือนหัวใจ
“กะ… อสูร!”
เสียงกรีดร้องดังระเบิดขึ้นทันที ผู้คนตื่นตกใจวิ่งหนีตายกันชุลมุน อสูรสิงโตกระโดดลงบนพื้นลาน อัดรถยนต์ใกล้เคียงจนเหยินยับ เสียงสัญญาณกันขโมยดังระเบ็งเซ็งแซ่ สายไฟฟ้าแรงสูงร่วงลงมาสปาร์กเป็นประกายไฟกระจายไปทั่วลาน
ธันวาแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก เขามองเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งล้มลงกลางลานกว้าง แม่ของเธอถูกฝูงชนที่กำลังตื่นตระหนกดึงกระชากจนหลุดมือ อสูรร้ายหันดวงตาทั้งสี่มามองเด็กหญิงตัวน้อย มันยกเท้าหน้าที่ผสานเกล็บคมกริบขึ้น หมายจะขยี้ร่างเด็กน้อย!
“หยุดนะ!”
ธันวาตะโกนออกไปโดยไม่ทันคิด เขาวิ่งพุ่งตัวเข้าไปรับร่างเด็กหญิงในอ้อมแขนแล้วกระโดดหลบออกข้างอย่างกระเสือกกระสน กรงเล็บมหึมากระแทกลงบนพื้นปูนจนแตกกระจายเป็นหลุมใหญ่
อสูรสิงโตหันดวงตาสี่ดวงมามองธันวาด้วยความโกรธแค้น มันอ้าปากกว้างระเบิดลำแสงพลังงานสีม่วงดำพุ่งตรงเข้าใส่ธันวา!
ในวินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง ความรู้สึกร้อนผ่าวพลันทะลักออกมาจากจี้หินสีดำที่คอของเขา! ความร้อนนั้นไม่ได้เผาไหม้ผิวหนัง แต่เป็นความร้อนที่แล่นผ่านเส้นเลือดเข้าสู่หัวใจ และกระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
วูบ!
เสียงประหลาดดังขึ้น อากาศรอบตัวธันวาเริ่มสั่นสะเทือน ความมืดมนรอบกายหมุนวนเข้าสู่จุดศูนย์กลาง นั่นคือมือขวาของธันวาที่ยกขึ้นรับกรงเล็บและลำแสงเวทมืดอย่างสัญชาตญาณ
“นั่นมัน… พลังอะไรกัน?!” สิริน จอมเวทสาวผู้พุ่งตัวเข้ามาช่วย อุทานออกมาอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา
ไม่มีข่ายเวทสีเงิน ไม่มีความร้อนของไฟ ไม่มีวงเวทซับซ้อนปรากฏขึ้นเลย… มีเพียง “ความว่างเปล่า” อันลึกซึ้งสีดำสนิทที่หมุนวนรอบมือของธันวา
ทันทีที่กรงเล็บเลเซอร์และพลังอาคมสีดำของอสูรสัมผัสกับมวลอากาศรอบมือของธันวา พลังเวทเหล่านั้นก็สลายหายไปในอากาศ ราวกับหยดน้ำตกกระทบกับเหล็กร้อนจัด!
“โฮก?!” อสูรสิงโตส่งเสียงร้องด้วยความสับสน มันพยายามจะถอนกรงเล็บกลับ แต่นอนุภาคความว่างเปล่ารอบมือของธันวาเริ่มดึงดูดร่างของมันเข้าหา
ธันวาไม่รู้ว่าพลังนี้คืออะไร แต่เขารู้สึกว่าเขาสามารถ “สะท้อน” มันกลับไปได้
“ไสหัวไปซะ!”
ธันวาตะโกนสุดเสียง ผลักฝ่ามือออกไปข้างหน้า!
ตึง!
คลื่นกระแทกสีดำมหึมาที่ระเบิดออก ไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟ น้ำ หรือลม แต่มันคือคลื่นความว่างเปล่าที่สลายร่างของอสูรสิงโตจนแหลกเป็นจุณในอากาศทันที โดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องคำราม!
แรงระเบิดจากพลังสลายเวทสร้างคลื่นลมกระแทกจนกระจกอาคารแถบนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ สายลมพัดเอาฝุ่นควันกระจายไปทั่วลานสยามสแควร์ ก่อนที่ความเงียบสงบอันน่าขนลุกจะครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง
ธันวายืนหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
“พลังเมื่อกี้… พลังที่สลายเวทมนตร์และดูดกลืนทุกสิ่ง…” สิรินพึมพำ น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “นั่นไม่ใช่เวทมนตร์ทั่วไป มันคือ ‘เวทศูนย์ตา’ เวทมนตร์ชั้นสูงที่สาบสูญไปพร้อมกับตระกูลกษัตริย์เวทโบราณ…”
“กษัตริย์เวท? พูดเรื่องอะไรน่ะคุณ… ผมก็แค่เด็กทำงานพาร์ตไทม์…” ธันวาพูดเสียงแผ่ว พยายามจะลุกขึ้น แต่ความเหนื่อยล้าซาบซึ้งเข้าถึงกระดูก
“นายอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นแค่เด็กธรรมดา” สิรินพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาและหนักแน่น “แต่สิ่งนี้ไม่โกหกหรอก”
เธอชี้มือมาที่แขนขวาของธันวา ใต้ผิวหนังของเขา ตราประทับสีทองรูปวงเวียนซับซ้อนกำลังส่องสว่างวูบวาบตอบรับกับออร่าพลังงานรอบๆ
“จงฟังฉันให้ดี ธันวา…” สิรินเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดเท่าที่เขาเคยยินมา “พลังของนายไม่ใช่พรประทาน แต่มันคือคำสาป… พลังศูนย์ตาและตราประทับนี้จะดึงดูดศัตรูนับร้อยนับพันเข้ามาหา นายจะถูกล่า ถูกขย้ำ และถูกใช้เป็นเครื่องมือ”
เธอเก้าถอยหลังไปหนึ่งเก้า ยื่นคทาขึ้นร่ายเวทสีเงินเบาๆ เพื่อบดบังร่องรอยพลังงานรอบๆ ตัวพวกเขา
“พลังของนาย… จะนำพาความตายมาสู่ทุกคนที่อยู่ใกล้ชิด และฉัน… สิริน… จะเป็นคนคุมกันนายไปสู่สภาจอมเวทเอง”
ธันวามองแขนของตัวเอง ความหนาวสะท้านลึกๆ วิ่งจับหัวใจของเขา
สงครามที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วกลางเมืองหลวงแห่งนี้ และเขา… คือกุญแจสำคัญที่จะตัดสินชะตากรรมของมัน!