ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เฉลิมฉลองการเปิดไตรมาส 4 ด้วยตัวเลขสีเขียวขจี แต่ภาพในฝั่งเอเชียกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงครับ ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเผชิญแรงขายอย่างหนัก นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกง อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดเอเชียไม่สามารถอานิสงส์ความสดใสจากวอลล์สตรีทได้? วันนี้ siam2variety จะพาไปเจาะลึกกันค่ะ
ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง 1.1% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง ร่วงลงไปถึง 2.6% ปัจจัยหลักเกิดจากการที่ตลาดหุ้นจีนบกใหญ่ปิดทำการเนื่องในสัปดาห์วันชาติ (Golden Week) ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในภูมิภาคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขาดแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้า และเปิดช่องให้เกิดแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนต่างชาติค่ะ
นอกจากเรื่องปริมาณการซื้อขายที่เบาบางแล้ว ตลาดเอเชียยังเป็นฝั่งที่รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กลับเข้าสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างความกังวลต่อประเทศในเอเชียที่เป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ทว่าในความผันผวนนี้ ยังมีตลาดที่ปรับตัวบวกได้ นั่นคือดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย ที่ขยับขึ้น 0.3% จากอานิสงส์ของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และพลังงาน บทเรียนจากตลาดเอเชียในรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในภูมิภาคยังคงต้องพึ่งพาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับโลก และคำสั่งซื้อจริงจากภาคการบริโภคค่ะ
Leave a Reply