เปิดปฏิบัติการรับ 193 คนไทยกลับบ้าน: เจาะลึกกระบวนการคัดกรองชายแดนสระแก้ว ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์

บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังทางการไทยโดย กองกำลังบูรพา ร่วมกับ กองทัพบก, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว (ตม.สระแก้ว), และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เปิดปฏิบัติการร่วมรับตัวคนไทยจำนวน 193 คน ที่ได้รับการปล่อยตัวและผลักดันส่งกลับมาจากประเทศกัมพูชา หลังจากสิ้นสุดการดำเนินคดีความตามกฎหมายท้องถิ่นของฝั่งกัมพูชา

ปฏิบัติการในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในภารกิจส่งกลับคนไทยข้ามแดนที่มีจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดในรอบปี ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงชายแดนของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามชาติที่ยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

1. เบื้องหลังคดีความและการประสานงานทางการทูต-ความมั่นคง

กลุ่มคนไทยทั้ง 193 คนดังกล่าว เดินทางข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชาผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งช่องทางธรรมชาติและผ่านจุดตรวจชายแดน โดยส่วนใหญ่เข้าสู่เมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย และเมืองกาสิโนรอบชายแดน เพื่อทำงานในศูนย์ปฏิบัติการออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และธุรกิจพนันออนไลน์

เส้นทางและขั้นตอนการส่งตัวคนไทยกลับประเทศ มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ขั้นตอนที่ 1 ถูกจับกุม หรือสิ้นสุดคดีความในฝั่งกัมพูชา โดยดำเนินการตามกฎหมายเข้าเมืองของประเทศกัมพูชาจนเสร็จสิ้น

ขั้นตอนที่ 2 ส่งตัวผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ โดยมีกองกำลังบูรพาและตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว รับมอบตัว ณ สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา

ขั้นตอนที่ 3 กระบวนการคัดกรองและคัดแยกเหยื่อ หรือเนชันแนล รีเฟอร์รัล เมชาจนิสซึม โดยมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อพิสูจน์ตัวตน และสัมภาษณ์คัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

และขั้นตอนที่ 4 ดำเนินการตามกฎหมายไทย หรือส่งกลับภูมิลำเนา โดยหากเป็นเหยื่อ จะเข้าสู่ระบบคุ้มครองและฟื้นฟู แต่หากเป็นผู้กระทำผิด จะถูกส่งตัวดำเนินคดีตามหมายจับต่อไปครับ

การส่งตัวกลับในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดผ่าน คณะกรรมการพรมแดนส่วนท้องถิ่น ไทย-กัมพูชา (TBC) โดยมีผู้ช่วยผู้ช่วยทหารฝ่ายไทยประจำกรุงพนมเปญ และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เป็นผู้ประสานงานหลักร่วมกับกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา จนกระทั่งกระบวนการทางกฎหมายของกัมพูชาเสร็จสิ้นครบถ้วน

2. เจาะลึกกระบวนการคัดกรองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM)

เนื่องจากผู้เดินทางกลับมาจำนวนมากอาจมีทั้ง “ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์” และ “ผู้ที่สมัครใจไปทำงานผิดกฎหมายหรือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด” ทางการไทยจึงใช้แนวทางปฏิบัติตาม กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) และหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนการดำเนินงาน หน่วยงานรับผิดชอบหลัก และรายละเอียดการปฏิบัติงาน มีดังนี้ครับ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบอัตลักษณ์และหนังสือเดินทาง โดยมีตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ด้วยการตรวจบันทึกข้อมูลชีวภาพ หรือไบโอเมตริกซ์ ทั้งลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและหมายจับ โดยมีกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ภูธรภาค 2 เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ด้วยการเช็กฐานข้อมูลหมายจับในระบบคดีค้างเก่า

ขั้นตอนที่ 3 สัมภาษณ์คัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และทีมสหวิชาชีพ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อวิเคราะห์สภาวะการบังคับใช้แรงงาน การถูกกักขัง และการทำร้ายร่างกาย

และขั้นตอนที่ 4 ตรวจสุขภาพและคัดกรองโรค โดยมีกรมควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ด้วยการประเมินสุขภาพกาย สุขภาพจิต และตรวจคัดกรองโรคติดต่อข้ามแดนครับ

ในการคัดกรองครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่า มีคนไทยบางส่วนที่ถูกหลอกลวงผ่านโฆษณาหางานบนโซเชียลมีเดีย อ้างว่าให้ไปทำงานเป็นแอดมินเพจตอบแชตลูกค้า เงินเดือนสูง 30,000–50,000 บาท แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงคนไทยด้วยกัน หากทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย หรือขายต่อให้แก๊งอื่น ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้เสียหายทันที

3. การผลักดันแรงงานกัมพูชาผิดกฎหมาย 82 คน ตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง

ในวันเดียวกัน นอกเหนือจากการรับตัวคนไทยกลับประเทศแล้ว ทางการไทยโดยกองกำลังบูรพาและ ตม.สระแก้ว ยังได้ดำเนินการผลักดันแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 82 คน ซึ่งหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและถูกจับกุมดำเนินคดีในฝั่งไทยจนคดีสิ้นสุดแล้ว ส่งกลับไปยังประเทศกัมพูชาผ่านด่านชายแดนเดียวกัน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณชายแดน โดยมีการลงบันทึกประวัติการถูกส่งกลับ (Blacklist) ไว้ในระบบของตรวจคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันการแอบแฝงกลับเข้ามาทำงานโดยไม่ผ่านระบบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจ้างแรงงาน (MOU)

การบริหารจัดการชายแดนสองทาง มีรายละเอียดในแต่ละด้านดังนี้ครับ

ด้านที่ 1 รับคนไทยกลับประเทศ จำนวน 193 คน โดยจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง หรือ เอ็นอาร์เอ็ม พร้อมทั้งคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์และตรวจสอบหมายจับ

และด้านที่ 2 ผลักดันชาวกัมพูชาส่งกลับ จำนวน 82 คน โดยจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ก่อนส่งมอบให้ทางการกัมพูชาดูแลต่อไปครับ

4. วิเคราะห์ผลกระทบและความท้าทายในอนาคต

เหตุการณ์รับตัวคนไทย 193 คนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายหลายประการที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านต้องเผชิญร่วมกัน:

  1. การปรับตัวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์: แม้จะมีการบุกทลายและจับกุมหลายครั้ง แต่ขบวนการอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังคงย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่การควบคุมของรัฐบาลกัมพูชายังเข้าไม่ถึง

  2. ภาระทางการคลังและการดูแลเยียวยา: รัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการคัดกรอง ที่พักพิงชั่วคราว การดูแลสุขภาพจิต และการส่งตัวกลับภูมิลำเนาของคนไทยจำนวนมาก

  3. ความจำเป็นในการปราบปรามต้นทาง: ทางการไทยจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปราม นายหน้า (Agent) ในฝั่งไทย ที่ทำหน้าที่ลักลอบพาคนข้ามแดนทางช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ จ.สระแก้ว, จ.จันทบุรี และ จ.ตราด

สรุปและแนวทางการป้องกันในระยะยาว

ปฏิบัติการรับตัวคนไทย 193 คนกลับจากกัมพูชา ถือเป็นความสำเร็จในการบูรณาการงานความมั่นคงมนุษยธรรม แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) จำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคำโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “งานสบาย รายได้ดีต่างประเทศ”

พร้อมกันนี้ ต้องเดินหน้าปราบปรามบัญชีม้า และยกระดับความร่วมมือกับรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อถอนรากถอนโคนแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติให้หมดสิ้นไปในที่สุด

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*