รับมือสภาวะอากาศแปรปรวน! เจาะลึกประกาศเตือนภัย กรมอุตุฯ ฉบับที่ 4 สแกนพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก 9–13 ต.ค. 2569

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลที่มีความผันผวนของสภาพอากาศอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 4 เรื่อง “สภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทย” ชี้แจงถึงมวลอากาศเย็นปะทะกับอากาศร้อนชื้นเดิม ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 13 ตุลาคม 2569 นี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

1. กลไกทางอุตุนิยมวิทยา: ทำไมฝนจึงตกหนักช่วงกลางเดือนตุลาคม?

ความแปรปรวนของสภาพอากาศในรอบนี้ เกิดจากการปะทะกันของสองปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญ:

กลไกการเกิดสภาพอากาศแปรปรวน มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ส่วนที่ 1 มวลอากาศเย็น หรือความกดอากาศสูง จากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้

ส่วนที่ 2 ร่องมรสุม ถูกกดให้เลื่อนต่ำลงมา พาดผ่านภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบน

และส่วนที่ 3 อากาศร้อนชื้นเดิม ปะทะกับมวลอากาศเย็น ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักครับ

มวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยถูกกดต่ำลงมาพาดผ่าน ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน สภาพอากาศลักษณะนี้ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ร่องมรสุมมีความเข้มข้นสูง และนำไปสู่ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่

2. เจาะลึกพื้นที่เสี่ยงภัยตามภูมิภาค (9–13 ต.ค. 2569)

จากประกาศฉบับที่ 4 ของกรมอุตุนิยมวิทยา สามารถแบ่งระดับความเสี่ยงและพื้นที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 4 โซนหลัก ดังนี้:

สรุปรายงานระดับความเสี่ยง และรูปแบบภัยพิบัติที่ต้องเฝ้าระวังในแต่ละภูมิภาค มีดังนี้ครับ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง: มีระดับความเสี่ยงสูง โดยต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน, ลมกระโชกแรง และน้ำล้นตลิ่ง

ภาคตะวันออก: มีระดับความเสี่ยงสูงมาก โดยต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากจากเชิงเขา และคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่ง

ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล: มีระดับความเสี่ยงปานกลางถึงสูง โดยต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมขังรอการระบาย หรือแฟลชฟลัด ในเขตเมือง

และภาคใต้ ทั้งตอนบนและตอนกลาง: มีระดับความเสี่ยงสูง โดยต้องเฝ้าระวังฝนตกสะสมต่อเนื่อง และคลื่นลมแรงในทะเลอันดามันครับ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (อีสานใต้)

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ติดชายแดนและที่ลุ่มริมแม่น้ำมูล แม่น้ำชี

ภาคตะวันออก

จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ถือเป็นโซนรับน้ำเต็มๆ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านโดยตรง ระวังน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาใหญ่และเทือกเขาบรรทัด

ภาคกลาง และ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรุงเทพมหานครและจังหวัดบริวาร เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร มีโอกาสเกิดฝนตกหนักในช่วงบ่ายถึงค่ำอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายในจุดอ่อน 16 เขตเศรษฐกิจของ กทม.

3. ผลกระทบเชิงวิเคราะห์: สังคม เศรษฐกิจ และเมืองใหญ่

ผลกระทบจากฝนตกหนักสะสม มีรายละเอียดในแต่ละด้านดังนี้ครับ

ด้านที่ 1 ด้านเกษตรกรรม ส่งผลให้พืชสวนและนาข้าวได้รับความเสียหาย รวมถึงผลผลิตเน่าเสีย

ด้านที่ 2 ด้านการเดินทาง ส่งผลให้การจราจรติดขัดหนัก และเกิดอุบัติเหตุบนถนนได้ง่ายขึ้น

และด้านที่ 3 ด้านการจัดการเมือง ทำให้ระบบสูบน้ำต้องทำงานหนัก และมักพบปัญหาขยะอุดตันระบบระบายน้ำครับ

  1. การจราจรและโครงสร้างพื้นฐานเมือง: ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ฝนที่ตกสะสมเกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง จะส่งผลให้ระบบระบายน้ำหลักทำงานเกินขีดความสามารถ เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก กระทบต่อการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วน

  2. พื้นที่เกษตรกรรม: ในภาคอีสานใต้และภาคตะวันออก พื้นที่นาข้าวที่กำลังรอการเก็บเกี่ยวอาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขัง รวมทั้งสวนผลไม้ในแถบจันทบุรีและตราด

  3. การท่องเที่ยวและการขนส่งทางทะเล: บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย คลื่นลมจะมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

4. คู่มือข้อปฏิบัติตนและข้อควรระวังสำหรับประชาชน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมอุตุฯ ได้ออกคำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงดังนี้:

  • ผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณเชิงเขาและทางน้ำไหลผ่าน: ให้ระวังน้ำป่าไหลหลาก คอยสังเกตสีของน้ำลำธาร หากน้ำเปลี่ยนเป็นสีโคลนแดงและมีเสียงดังผิดปกติ ให้รีบอพยพขึ้นที่สูงทันที

  • ผู้ที่อยู่ในเขตเมืองและลุ่มต่ำ: ขยับสิ่งของและปลั๊กไฟขึ้นที่สูง ตรวจสอบปั๊มสูบน้ำและทางระบายน้ำรอบบ้านไม่ให้มีขยะอุดตัน

  • ผู้ใช้รถใช้ถนน: หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำท่วมสูงเกินครึ่งล้อรถ ลดความเร็ว และเปิดไฟหน้าเมื่อเกิดฝนตกหนักเพื่อเพิ่มทัศนวิสัย

สรุปและแนวโน้มหลังจากวันที่ 13 ตุลาคม

สถานการณ์ฝนตกหนักจากประกาศเตือนภัยฉบับที่ 4 นี้ คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายลงหลังจากวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เมื่อมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้ภาคเหนือและภาคอีสานมีฝนลดลงและเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขณะที่ร่องมรสุมจะถูกเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ทำให้ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง

ประชาชนสามารถติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิดได้จากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสายด่วนเตือนภัย 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*