มหาสงครามชิงบัลลังก์เวทมนตร์ บทที่ 8: จิตวิญญาณแห่งแผ่นดิน

ความหนาวเย็นอันลึกล้ำกัดกินทุกอณูความรู้สึก เสียงสายน้ำเจ้าพระยาที่เคยเชี่ยวกรากพลันจางหายไป เหลือเพียงความเงียบสงบอันกว้างใหญ่ไพศาล ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ทิศทาง และไร้ซึ่งกาลเวลา

ร่างของธันวาดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง บาดแผลฉกรรจ์ที่อกซ้ายยังคงมีคราบเลือดแห่งความเจ็บปวด ลมหายใจของเขาดับสูญ หัวใจหยุดเต้น ร่างกายของเขากำลังจมลงสู่ห้วงลึกของแม่น้ำเจ้าพระยาในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ดวงจิตของเขากลับเลื่อนลอยอยู่นอกกายเนื้อ

‘นี่คือความตายสินะ…’ ธันวาคิดในใจ นัยน์ตาจิตวิญญาณอันเหนื่อยล้าค่อยๆ ปิดลง ‘เราทำล้มเหลว… ปกป้องใครไม่ได้เลย ทั้งคุณสิริน ทั้งเมืองนี้…’

แต่ทว่า ในวินาทีที่จิตของเขากำลังจะสลายหายไปในความสิ้นหวัง ละอองแสงสีทองอบอุ่นสายหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นกลางความมืดมิด!

กระแสพลังงานอันยิ่งใหญ่และเมตตาไหลเวียนเข้ามารอบตัวเขา มันไม่ใช่พลังเวทมนตร์อันเกรี้ยวกราด แต่เป็น “พลังจิตวิญญาณแห่งแผ่นดิน” และสายน้ำบริสุทธิ์

เบื้องหน้าของธันวา มีร่างของคนสองคนยืนรอเขาอยู่ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน

ร่างแรกคือ จิตวิญญาณบรรพบุรุษแห่งตระกูลศูนย์ตา ในชุดทรงโบราณอันสง่างาม และอีกร่างหนึ่งที่ทำให้ดวงตาจิตของธันวาต้องเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา…

“คุณ… คุณสิริน!” ธันวาโถมตัวเข้าไปหาเธอทันที

ร่างของสิรินในชุดลำลองดาวสีเงินเรียบง่ายยืนยิ้มให้เขา ละอองแสงสีเงินงดงามยังคงหมุนวนรอบกายเธอ รอยยิ้มของเธอไม่มีความเจ็บปวดหรือความเศร้าหมองเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความงดงามและบริสุทธิ์อย่างถึงที่สุด

“นายทำเต็มที่แล้วนะ ธันวา…” สิรินเอ่ยเสียงนุ่ม

“แต่ผมแพ้… ผมโดนแทงหัวใจ…” ธันวามองลงที่อกตัวเอง ซึ่งยังคงมีร่องรอยร้าวสีดำของอาคมโลหิต

“ลุกขึ้นยืนเถอะ เด็กน้อย” เสียงทุ้มกังวานของจิตวิญญาณบรรพบุรุษดังขึ้น ก้าวเข้ามายืนเคียงข้างสิริน “เจ้ายังไม่ได้แพ้ และแผ่นดินนี้ก็ยังไม่ได้สิ้นหวัง”

“แต่ผมโดนแทงหัวใจ…” ธันวายังคงสับสน

“ธันวา… นายเข้าใจคำว่า ‘ศูนย์ตา’ ผิดมาตลอด” สิรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นายคิดว่าศูนย์ตาคือการลบล้าง คือการสลายเวทมนตร์ คือการทำลายล้าง… นายเลยใช้มันสู้ด้วยความโกรธและความกลัว”

“แล้วศูนย์ตาที่แท้จริง… คืออะไรกันแน่ครับ?”

“ศูนย์ตา… คือศูนย์รวมแห่งความสมดุล” จิตวิญญาณบรรพบุรุษเอ่ยเสริม “การลบล้างไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง แต่เกิดจากการคืนทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่า เพื่อให้ชีวิตใหม่ได้ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้ง!”

คำพูดนั้นสะท้อนก้องในจิตใจของธันวา ดั่งเสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ที่ลบล้างความมืดมิดในใจของเขาจนหมดสิ้น

ภาพความทรงจำตั้งแต่ตอนที่เขาช่วยเด็กหญิงที่สยามสแควร์ ยามที่เขารับบาดแผลแทนสิริน ยามที่เขาฝ่าฟันการทดสอบที่ดอยสุเทพ… ทุกครั้งที่เขาปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมารับใช้โลก ไม่ใช่เพราะความต้องการทำลายศัตรู แต่เป็นเพราะ “ความรักและความตั้งใจที่จะปกป้อง” ต่างหาก!

“ความสมดุล… สัจจะแห่งแผ่นดิน” ธันวาพึมพำกับตัวเอง ละอองแสงสีทองและสีเงินรอบตัวพลันหมุนวนเข้าหาอกซ้ายของเขาอย่างคลั่งไคล้

“ใช่แล้ว…” สิรินยิ้มหวาน มือของเธอประสารเข้ากับมือของธันวา “ภพใช้ความโลภและสายเลือดขโมยเปิดบัลลังก์ ทำให้แผ่นดินนี้ต้องเจ็บปวด… แต่นาย ธันวา นายคือผู้ที่ได้รับเลือกจากแผ่นดินนี้เพื่อให้เป็นผู้คืนความสมดุล”

“จงตื่นขึ้นเถิด… ผู้ครองศูนย์ตาที่แท้จริง” บรรพบุรุษยกหัตถ์ขึ้นแตะเพดานฟ้า “จงนำสัจจะแห่งแผ่นดิน กลับไปสยบความมืดมิดเสีย!”

สิรินจ้องมองธันวาเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาของเธอทอประกายรักและความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ “ไปเถอะนะ… ปกป้องโลกที่เราเคยอยู่ด้วยกันไว้ให้ได้!”

วิ้ง!

แสงสว่างมหาศาลระเบิดออก ความมืดมิดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาพลันสลายหายไปในพริบตา!

ตึ้ง!

ในโลกแห่งความเป็นจริง… ร่างของธันวาที่จมอยู่ใต้ก้นแม่น้ำเจ้าพระยากระตุกวูบ! หัวใจที่เคยหยุดเต้นพลันกลับมาเต้นตึบๆ อีกครั้งด้วยพลังงานใหม่!

ตราประทับสีทองบนแขนขวาส่องแสงสว่างไสวดั่งดวงอาทิตย์ บาดแผลฉกรรจ์ที่อกซ้ายถูกละอองแสงสีทองและสีเงินสมานจนหายเป็นปกติ!

ดวงตาของธันวาลืมขึ้นกลางสายน้ำ… ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำทองบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความกลัว ไร้ซึ่งความโกรธ มีเพียงความสงบและความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่!

เขากระชับคทาแห่งศูนย์ตาในมือไว้แน่น ก่อนจะทะยานร่างขึ้นสู่ผืนน้ำเบื้องบนอย่างรวดเร็ว!