สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ ทุกท่าน เข้าสู่การเจาะลึก รายงานข่าวสาร ด้านการคมนาคม และการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศไทย
สำหรับ ประเด็นข่าวสำคัญ ในวันนี้ รัฐบาล ร่วมกับ กระทรวงคมนาคม กำลังเดินหน้า อย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อน นโยบายสำคัญ ที่จะช่วย เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเดินทาง ของคนเมือง นั่นคือ การกำหนด มาตรการ ค่าโดยสารร่วม สำหรับ รถไฟฟ้า ทุกสาย ในเขต กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยตั้งเป้า กำหนดอัตรา ค่าโดยสาร เริ่มต้นที่ สิบเจ็ดบาท และสูงสุด ไม่เกิน สี่สิบห้าบาท ต่อเที่ยว ซึ่งคาดว่า จะพร้อมเปิด ให้บริการ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ หนึ่ง มกราคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยเจ็ดสิบ นี้
ย้อนกลับไป ดูที่มา ของนโยบายนี้ การเดินทาง ด้วยระบบ รถไฟฟ้า ขนส่งมวลชน ในเขต กรุงเทพมหานคร และจังหวัดรอบนอก ถือเป็น หัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต ประจำวัน ของประชาชน จำนวนหลายล้านคน อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญ ที่ผู้ใช้บริการ ต้องเผชิญ มาโดยตลอด คือ เรื่องของ ค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เมื่อผู้โดยสาร จำเป็นต้อง เดินทาง ข้ามสาย รถไฟฟ้า ที่บริหารจัดการ โดยผู้ให้บริการ ต่างบริษัทกัน
ในระบบ ปัจจุบัน เมื่อผู้โดยสาร ต้องเปลี่ยน สายการเดินทาง จากรถไฟฟ้า สายหนึ่ง ไปยัง อีกสายหนึ่ง ระบบจะทำการ จัดเก็บ ค่าแรกเข้า ใหม่ทุกครั้ง ซึ่งการเสีย ค่าแรกเข้า ซ้ำซ้อนนี้ ส่งผลให้ ค่าโดยสาร รวมต่อเที่ยว พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก บางเส้นทาง อาจต้องจ่าย สูงถึง รอบละ เจ็ดสิบ ถึง แปดสิบบาท หรือมากกว่านั้น ซึ่งถือเป็น ภาระทางการเงิน ที่หนักหน่วง สำหรับ ผู้มีรายได้ปานกลาง และรายได้น้อย ที่จำเป็นต้อง เดินทาง ไปทำงาน หรือ ไปเรียน ทุกวัน
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงคมนาคม จึงได้ ผลักดัน แนวคิด เรื่อง อัตรา ค่าโดยสารร่วม ขึ้นมา โดยกำหนด เพดาน ค่าโดยสาร สูงสุด ไว้ที่ไม่เกิน สี่สิบห้าบาท ไม่ว่า ผู้โดยสาร จะเดินทาง ระยะทาง ไกลแค่ไหน หรือ ต้องเปลี่ยน สายการเดินทาง ข้ามระบบ กี่ครั้งก็ตาม โดยเริ่มต้น อัตรา ค่าโดยสาร ต่ำสุดที่ สิบเจ็ดบาท ซึ่งการกำหนด ราคา ในลักษณะนี้ จะช่วยให้ ประชาชน สามารถ วางแผน ค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ได้อย่างชัดเจน และประหยัด เงินในกระเป๋า ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ประโยชน์ ที่ประชาชน จะได้รับ จากนโยบาย ค่าโดยสารร่วม สิบเจ็ด ถึง สี่สิบห้าบาท นอกเหนือจาก การลดภาระ ค่าครองชีพ แล้ว ยังเป็นการ ส่งเสริม ให้คน หันมาใช้ ระบบขนส่งมวลชน สาธารณะ มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วย ลดปริมาณ รถยนต์ส่วนบุคคล บนท้องถนน ช่วยบรรเทา ปัญหาการจราจรติดขัด ในเขตเมืองหลวง และที่สำคัญที่สุด คือการช่วย ลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และฝุ่นมลพิษ พีเอ็ม สองจุดห้า ซึ่งเป็น ปัญหาเรื้อรัง ด้านสิ่งแวดล้อม ของเมืองใหญ่ มาอย่างยาวนาน
ในการ ดำเนินงาน ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางราง และ รฟม. หรือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กำลัง เร่งรัด การเตรียมความพร้อม ในหลายมิติ โดยเฉพาะ การพัฒนาระบบ ตั๋วร่วม และการเชื่อมโยง ระบบชำระเงิน หรือ ไรท์ ออฟ เว นวัตกรรม การเงิน ทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ หัวอ่านตั๋ว และประตูสแกน ของรถไฟฟ้า ทุกสาย ทั้งสายสีส้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีแดง สามารถ อ่านข้อมูล และคิดเงิน ได้อย่างแม่นยำ และไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ รัฐบาล ยังอยู่ระหว่าง การจัดทำ และปรับปรุง ข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง การจัดตั้ง กองทุน ตั๋วร่วม เพื่อนำมาใช้ ในการบริหารจัดการ และชดเชย ส่วนต่าง รายได้ ให้แก่ ผู้ประกอบการ รถไฟฟ้า แต่ละราย อย่างเป็นธรรม เพื่อให้ การดำเนินงาน สามารถ ขับเคลื่อนไปได้อย่าง ยั่งยืน ในระยะยาว โดยไม่กระทบต่อ สัญญาการสัมปทาน เดิมที่มีอยู่
เป้าหมาย การเปิดให้บริการ ในวันที่ หนึ่ง มกราคม พุทธศักราช สองพันห้าร้อยเจ็ดสิบ นับเป็น หมุดหมายสำคัญ ที่รัฐบาล ตั้งใจ มอบให้เป็น ของขวัญปีใหม่ แก่ประชาชน ซึ่งหาก ระบบนี้ ประสบความสำเร็จ ตามแผนงาน ที่วางไว้ จะถือเป็น ก้าวสำคัญ ในการยกระดับ คุณภาพชีวิต ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้เทียบเท่ากับ เมืองใหญ่ ในต่างประเทศ ที่มีระบบ ขนส่งมวลชน ที่เข้าถึงง่าย มีราคา เป็นมิตร และสะดวกสบาย
ขอขอบคุณ ข้อมูลอ้างอิง จาก สำนักข่าวบ้านเมือง และ กระทรวงคมนาคม สำหรับ รายละเอียด ความคืบหน้า ของโครงการนี้ครับ
Leave a Reply