กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันติดตามสถานการณ์กรณีพบผู้ป่วย “กาฬโรคปอด” (Pneumonic Plague) ในพื้นที่ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ย้ำความเสี่ยงนำเข้าเชื้อสู่ประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ พร้อมคุมเข้มด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และระบุปัจจุบันมียาปฏิชีวนะที่รักษาหายขาดได้หากพบแพทย์รวดเร็ว
จากกรณีที่มีรายงานข่าวการพบผู้ติดเชื้อ กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) ในพื้นที่บางภูมิภาคของต่างประเทศ สร้างความหวั่นวิตกให้กับประชาชนเกี่ยวกับโอกาสการแพร่ระบาดข้ามแดนนั้น ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาชี้แจงสถานการณ์ว่า ประเทศไทยไม่เคยพบรายงานผู้ป่วยโรคกาฬโรคมานานกว่า 70 ปี โดยเคสสุดท้ายที่มีการบันทึกไว้ต้องย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2495
จากการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก สายพันธุ์และการแพร่กระจายของโรคนั้นจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ และยังไม่มีสัญญาณการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในระดับสากล ทำให้โอกาสที่จะเกิดการนำเข้าเชื้อมายังประเทศไทยยังคง “อยู่ในระดับต่ำมาก”
“กาฬโรคปอด” คืออะไร และต่างจากโรคปอดบวมทั่วไปอย่างไร?
กาฬโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Yersinia pestis โดยมีสัตว์ตระกูลฟันแทะ (เช่น หนู) และหมัดหนูเป็นพาหะหลัก นำโรคมาสู่คน โรคนี้สามารถแสดงอาการได้ 3 รูปแบบสำคัญ ได้แก่:
-
กาฬโรคแบบต่อมน้ำเหลืองโต (Bubonic Plague): รูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการถูกหมัดหนูที่มีเชื้อต่อย
-
กาฬโรคแบบติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Plague): เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง
-
กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague): เป็นรูปแบบที่มีความรุนแรงที่สุด เกิดจากเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่ปอด หรือการสูดดมละอองฝอยมูกน้ำมูกน้ำลายจากผู้ป่วยกาฬโรคปอดโดยตรง
ความแตกต่างสำคัญคือ กาฬโรคปอดเป็นรูปแบบเดียวที่สามารถแพร่กระจายจาก “คนสู่คน” ผ่านทางละอองฝอยการไอหรือฮัดเชิษได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงหนาวสั่น ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก ไอ และมีเสมหะปนเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 1–3 วันหลังได้รับเชื้อ
มาตรการเฝ้าระวังและข้อแนะนำสำหรับประชาชน
กระทรวงสาธารณสุขได้กำชับให้ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด รวมถึงประสานงานกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการ
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศในพื้นที่เสี่ยง ควรปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้:
-
หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ: เช่น หนู กระรอก หรือสัตว์ป่า รวมถึงหลีกเลี่ยงการถูกหมัดกัด
-
รักษาสุขอนามัย: สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และล้างมือด้วยบ่อยครั้ง
-
สังเกตอาการตนเอง: หากเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงภายใน 7 วัน แล้วมีอาการไข้สูง ไอ มีเสมหะปนเลือด ให้รีบพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคระบุว่า ถึงแม้กาฬโรคปอดจะรุนแรง แต่มันเกิดจาก “เชื้อแบคทีเรีย” ไม่ใช่ไวรัส ทำให้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วย ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทั่วไป เช่น Streptomycin, Gentamicin หรือ Doxycycline หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีในระยะแรก
แท็ก (Tags): #กาฬโรคปอด #กระทรวงสาธารณสุข #กรมควบคุมโรค #siam2variety #เตือนภัยสุขภาพ #PneumonicPlague
Leave a Reply